Choralization of Central Thai 'Kiao Khao' Folk Songs
ศิลป์สร้างสรรค์เพลงเกี่ยวข้าวสู่ประสานเสียงสากล
ยินดีต้อนรับผู้รักเสียงเพลงและผู้สนใจในศิลปวัฒนธรรมทุกท่านเข้าสู่บทความพิเศษบนเว็บไซต์ Sarin Music Home ในฐานะนักดนตรีวิทยาที่เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการของดนตรีมาอย่างต่อเนื่อง วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงปรากฏการณ์ทางดนตรีที่นำ “เพลงเกี่ยวข้าว” ซึ่งเป็นเพลงพื้นบ้านภาคกลางอันเป็นรากเหง้าของวิถีชีวิตเกษตรกรไทย มาหลอมรวมเข้ากับศาสตร์การขับร้องประสานเสียงแบบตะวันตก การผสมผสานนี้ไม่ใช่เพียงการนำเพลงเก่ามาร้องใหม่ แต่เป็นกระบวนการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ที่เรียกว่า “การแปรอรรถรสสู่เพลงร้องประสานเสียง” หรือ Choralization ซึ่งริเริ่มและพัฒนาโดย ดร.ศรินทร์ จินตนเสรี ผู้เป็นดั่งสะพานเชื่อมโยงระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ากับนวัตกรรมทางดนตรีในระดับสากล
- รากเหง้าและมานุษยดนตรีวิทยาของ “เพลงเกี่ยวข้าว”
บทเพลงพื้นบ้านถือเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่ถ่ายทอดกันมาแบบปากต่อปาก หรือที่เรียกว่า “มุขปาฐะ” ในสังคมเกษตรกรรมของไทย เพลงเกี่ยวข้าวเป็นบทเพลงสำหรับร้องเล่นของชาวนาในขณะลงแขกเกี่ยวข้าว เพื่อคลายความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการทำงาน และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ ลักษณะเด่นของการแสดงเพลงเกี่ยวข้าวคือ ผู้แสดงทั้งสองฝ่ายจะแต่งกายด้วยชุดพื้นบ้าน มือหนึ่งถือรวงข้าว อีกมือหนึ่งถือเคียว ร้องโต้ตอบกันระหว่างพ่อเพลงและแม่เพลงในลักษณะการปฏิพากย์หรือเกี้ยวพาราสี โดยมี “ลูกคู่” คอยร้องรับ ทำท่ารำ และตบมือเป็นจังหวะ หรืออาจใช้เครื่องดนตรีประกอบจังหวะง่าย ๆ เช่น ฉิ่ง กรับ รำมะนา หรือตะโพน เพื่อเพิ่มความครึกครื้น
ในเชิงฉันทลักษณ์ บทเพลงเกี่ยวข้าวภาคกลางมักประกอบด้วยคำร้องประมาณ 8 คำใน 1 วรรค โดยมีสัมผัสที่ท้ายวรรคแรกกับคำในระหว่างวรรคของวรรคที่สอง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “เพลงเกี่ยวข้าวนาลุงนวยป้านี” ที่มีเนื้อร้องว่า “ไม่มัวรอรี วันนี้วันแรก จะไปลงแขก ที่นาลุงนวย” บทเพลงจะจบด้วยการร้องรับของลูกคู่ด้วยคำว่า “เฮ้เอ้าเฮ้เฮ้” ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่บ่งบอกถึงพลังและความสนุกสนาน ด้วยเหตุที่เพลงพื้นบ้านเป็นแบบ “ร้อยเนื้อทำนองเดียว” เนื้อร้องจึงสามารถปรับเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ตามสถานการณ์และไหวพริบปฏิภาณของผู้ร้อง แต่ยังคงทำนองหลักอันเป็นแก่นแท้เอาไว้
- นวัตรังสรรค์และการแปรอรรถรส (Choralization Process)
เมื่อบริบททางสังคมเปลี่ยนไป เพลงพื้นบ้านเริ่มเสื่อมความนิยมลงตามกาลเวลา แนวคิดการพัฒนานี้ ดร.ศรินทร์ จินตนเสรี ได้นำมาใช้เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการแปรรูปวัฒนธรรมให้ร่วมสมัยและจับต้องได้ กระบวนการ “การแปรอรรถรสสู่เพลงร้องประสานเสียง” หมายถึง กระบวนการวิเคราะห์และสังเคราะห์อัตลักษณ์ทางดนตรีของเพลงพื้นบ้าน แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่โดยใช้ไวยากรณ์เสียงประสาน 4 แนว ตามหลักทฤษฎีดนตรีตะวันตก ได้แก่ โซปราโน อัลโต เทเนอร์ และเบส
การแปรอรรถรสเพลงเกี่ยวข้าว มีขั้นตอนทางดนตรีวิทยาที่ซับซ้อน โดยเริ่มต้นจากการถอดรหัสทางดนตรี หรือ Music Transcription ดร.ศรินทร์ จินตนเสรี ได้บันทึกเสียงพ่อเพลงแม่เพลง แล้วนำคลื่นเสียงเข้าสู่โปรแกรมวิเคราะห์ Melodyne เพื่อตัดเสียงรบกวนและถอดรหัสออกมาเป็นคลื่นเสียง เนื่องจากดนตรีพื้นบ้านมีความถี่และระดับเสียงที่ไม่ได้มาตรฐานแบบตะวันตก มีความเหลื่อมล้ำของครึ่งเสียง ผู้วิจัยจึงต้องใช้วิจารณญาณทางดนตรีวิทยาในการปรับปัดเศษความถี่ให้อยู่ในระบบสากล จากนั้นจึงแปลงให้อยู่ในบันไดเสียง โด (C Score) เพื่อเป็นมาตรฐานสำหรับการขับร้องหมู่
- การวิเคราะห์คีตลักษณ์และเสียงประสานของ “เพลงเกี่ยวข้าว”
ในการวิเคราะห์โครงสร้าง ในมุมมองดนตรีตะวันตก ดร.ศรินทร์ จินตนเสรี วิเคราะห์ว่า เพลงเกี่ยวข้าวมีโครงสร้างอยู่ในบันไดเสียง Natural Minor Scale โดยมีอัตราความเร็วจังหวะที่ค่อนข้างสบายในระดับ Andantino คือประมาณ 82-100 BPM เมื่อนำมาเรียบเรียงเสียงประสาน ผู้วิจัยได้เลือกใช้เทคนิคทางดนตรีตะวันตกที่สอดคล้องกับธรรมชาติของดนตรีตะวันออก ได้แก่ การประสานแบบโฮโมโฟนี ซึ่งเป็นการประสานเสียงในแนวดิ่งที่เคลื่อนที่ไปพร้อม ๆ กัน การนำบทร้องของลูกคู่มาบรรจุเสียงประสานคู่ 5 เพื่อสร้างความรู้สึกแบบตะวันตกและทำหน้าที่ให้จังหวะ
นอกจากนี้ ยังมีการใช้แนวซ้ำยืนพื้น หรือ Ostinato และ เสียงค้าง หรือ Drone เพื่อช่วยสร้างสีสันและมิติที่ลึกขึ้น โดยไม่ไปกลบทำนองหลักของการด้นกลอน ในการเรียบเรียงเสียงประสาน มีการหลีกเลี่ยงการใช้คอร์ดที่มีการจบประโยคแบบสมบูรณ์ หรือ Perfect Cadence เพราะจะทำให้สูญเสียกลิ่นอายความเป็นไทยไป โครงสร้างสังคีตลักษณ์ของเพลงถูกวิเคราะห์แบ่งเป็นท่อนต่าง ๆ อย่างชัดเจน เพื่อให้นักร้องประสานเสียงสามารถเข้าใจโครงสร้างและอารมณ์ของการปฏิพากย์โต้ตอบได้
- อุปสรรคทางสรีรวิทยาและภาษาศาสตร์ในการขับร้อง
ความท้าทายที่สุดของงานดนตรีวิทยานี้ คือความแตกต่างของภาษากับการใช้เสียง วัฒนธรรมดนตรีตะวันตกออกแบบมาเพื่อภาษาที่เปิดและไม่มีเสียงวรรณยุกต์ สามารถใส่โน้ตเข้าไปในคำร้องทุกคำได้โดยความหมายไม่เปลี่ยน แต่ภาษาไทยมีวรรณยุกต์ 5 เสียง ซึ่งแต่ละโทนให้ความหมายที่แตกต่างกัน การใส่ทำนองฝรั่งเข้าไปหากทำไม่ถูกหลัก เสียงจะเพี้ยนแปร่งและฟังไม่รู้เรื่อง โน้ตตะวันตกจึงไม่สามารถเก็บรายละเอียดการร้องแบบไทยได้อย่างสมบูรณ์
นอกจากนี้ การสร้างเสียงยังต่างกันอย่างสุดขั้ว การร้องแบบตะวันตกใช้การพยุงลมจากกะบังลม เสียงพุ่งไปข้างหน้า เปิดปากกว้าง เพื่อให้เกิดเสียงกลมและมีความก้องกังวาน ในขณะที่การร้องเพลงพื้นบ้านไทยใช้อวัยวะบริเวณคอ ขากรรไกรล่าง และโพรงนาสิกเป็นหลัก ลักษณะเสียงจะเป็นแนวนอน แบน และใกล้เคียงกับระดับเสียงพูดปกติ พร้อมกับรักษากลิ่นอายสำเนียงถิ่น ดร.ศรินทร์ จินตนเสรี ได้ศึกษาและผสมผสานการใช้ช่องเสียงทั้งช่องล่าง กลาง และบน เข้าด้วยกัน เพื่อให้คณะนักร้องประสานเสียงร้องกันอย่างกลมกลืนตามหลักดนตรีตะวันตก นักร้องต้องปรับอวัยวะควบคุมการออกเสียง ริมฝีปากและขากรรไกร ให้ผลิตเสียงสระและพยัญชนะไทยได้อย่างคมชัด และคงเสน่ห์การร้องให้สุดคำเอาไว้
- วงพื้นบ้านประสานเสียง (Lab Choir): ห้องทดลองทางดนตรี
เพื่อพิสูจน์ทฤษฎี ผู้วิจัยได้จัดตั้ง “คณะนักร้องประสานเสียงทดลอง” หรือ Lab Choir จำนวนประมาณ 20 คน ประกอบด้วยแนวเสียง โซปราโน อัลโต เทเนอร์ และเบส การฝึกซ้อมใช้เวลาประมาณ 6 เดือน โดยมีการลงพื้นที่จริงเพื่อเรียนรู้จากศิลปินต้นตำรับ นักร้องประสานเสียงที่เคยชินกับการยืนนิ่ง ถือแฟ้มโน้ต ต้องปรับตัวมาขยับร่างกาย ทำหน้าตา และตีท่ารำประกอบอวัจนภาษาในการร้องเพลงเกี่ยวข้าว ความยากคือการที่นักร้องประสานเสียงจะชินกับการดูโน้ตซึ่งขัดกับธรรมเนียมการร้องเพลงพื้นบ้านที่เน้นการจดจำเนื้อเพลงแบบมุขปาฐะ แต่วง Lab Choir ก็ได้ออกแสดงสัญจรในเวทีระดับชาติต่าง ๆ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่า การรวมตัวระหว่างวัฒนธรรมเพลงพื้นบ้านและการประสานเสียง สามารถสร้างมหรสพที่ทั้งขลังและสนุกสนานได้จริง
บทสรุป
การแปรอรรถรสบทเพลงเกี่ยวข้าวสู่มิติการขับร้องประสานเสียง คือบทพิสูจน์ถึงความยิ่งใหญ่ของงานมานุษยดนตรีวิทยาประยุกต์ ที่แสดงให้เห็นว่าดนตรีตะวันตกและตะวันออกสามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล นวัตกรรมนี้มิได้ทำลายเอกลักษณ์ของเพลงพื้นบ้าน แต่เป็นการต่อยอดเชิงอนุรักษ์ที่ทรงคุณค่า พวกเราที่ Sarin Music Home หวังเป็นอย่างยิ่งว่า นวัตกรรมแห่งเสียงประสานสำเนียงไทยนี้ จะจุดประกายแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่สืบสานมรดกไทยต่อไปได้อย่างยั่งยืน
References : Chintanaseri S, Pidokrajt N, Fyr KR. Harmonising Tradition: Choralisation of Central Thai ‘kiao khao’ Folk Songs. Mahidol Music Journal. 2029 Jan-Jun;9(1):
